หน้าหลัก | ติดต่อเรา English  

  :: “กะเพรา” สมุนไพรไม่สิ้นคิด


"กะเพรา" พืชพื้นเมืองของเขตร้อนในทวีปเอเชีย แอฟริกา ที่คนไทยคุ้นเคยกันดี เพราะเป็นวัตถุดิบหลักในเมนูยอดฮิต “ข้าวผัดกะเพรา” จนถูกเรียกว่า เมนูสิ้นคิดนั้น ในทางการแพทย์อายุรเวทและศาสนาฮินดู ใช้กะเพราในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บกันมานาน มากกว่า 5,000 ปี จนถูกจัดให้เป็น ราชินีสมุนไพร (Queen of herb)  ใช้รักษาบรรเทาอาการของโรคต่างๆ ทั้งทางร่างกายและจิตวิญญาณ


กะเพรา เป็นพันธุ์ไม้พุ่มขนาดเล็ก เป็นพืชล้มลุก มีความสูงประมาณ 1-4 ฟุต โคนของลำต้นเนื้อไม้แข็ง มีขน มีกลิ่นหอมใบรูปไข่ขอบหยัก มีก้านใบ เรียงตัวแบบตรงข้ามมีสีเขียวหรือสีอมม่วง ดอกช่อยาวสีม่วงเป็นชั้นถี่ๆ ดอกย่อยมีสีชมพูแกมม่วง ดอกสั้นบานจากโคนช่อสู่ปลาย


ประเทศไทยและอินเดียมีการปลูก 2 พันธุ์ คือ กะเพรา (Lakshmi tulsi) และกะเพราแดง (Krishna tulsi) ที่ประเทศอินเดียจะเก็บเกี่ยวหลังผลิดอกครั้งแรกเพื่อให้ได้สรรพคุณทางยาสูงสุด ใบกะเพรา มีกลิ่นรสฉุนพิเศษ เนื่องมาจากมีสารเซสควิเทอร์พีน ชื่อบีตาคาร์โยฟิลลีน (Beta-caryophyllene) บีตาเอลิมีน (Beta-elemene) นอกจากนี้ยังมีพรีนิลโพรพานอยด์หลายตัว ได้แก่ เมทิลยูจีนอล (methyl eugenol) และเมทิลชาวิคอล (methylchavicol) 


ในทางการแพทย์อายุรเวท เชื่อว่ากะเพราเป็นพืชที่ช่วยให้อายุยืน ใช้บรรเทาอาการหวัด ปวดศีรษะ อาการต่างๆ ของกระเพาะอาหาร อาการอักเสบโรคหัวใจและหลอดเลือด ปรับสมดุลระบบภูมิต้านทาน บรรเทามาลาเรียและขับสารพิษต่างๆ


ใบกะเพรา มีน้ำมันหอมระเหย กลิ่นช่วยเจริญอาหารฤทธิ์ลดความดัน และเชื่อว่ามีคุณสมบัติยับยั้งการเกาะกันของเกล็ดเลือด เพิ่มระยะเวลาแข็งตัวของเลือด รวมทั้งมีฤทธิ์ลดปริมาณไขมันในเลือดและปริมาณคอเลสเตอรอล เป็นผลมาจากความสามารถในการต้านออกซิเดชันของกะเพรา


แม้ว่ากะเพราจะ มีสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย ทว่าในแง่ของการนำกะเพรามาใช้ประกอบอาหารนั้น ต้องให้ความสนใจที่เลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายด้วย จึงจะดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง ในการปรุงอาหาร จึงควรเลือกกะเพราที่ปลอดสารพิษ หากสามารถปลูกบริโภคเองได้จะดีที่สุด


 


แหล่งข้อมูล: กรุงเทพธุรกิจ


 


   วันที่ประกาศ : 17 มิ.ย. 2555

::หน่วยประสานงานมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กรุงเทพมหานคร::บริการให้เช่าสถานที่
โทร. +66-22980244, +66-22980245 แฟกซ์ +66-22980248    ผู้พัฒนาระบบ