หน้าหลัก | ติดต่อเรา English  

  :: ผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน

การนำปาล์มน้ำมันไปใช้ประโยชน์


          น้ำมันปาล์ม เป็นน้ำมันที่่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เนื่องจากความแตกต่างระหว่างองค์ประกอบของกรดไขมัน ลักษณะทางเคมีและกายภาพ และสมบัติอื่น ๆ ดังนี้


          1. มีความคงตัวต่อการเกิดออกซิเดชั่น
          2. มีปริมาณไขมันแข็งตามธรรมชาติ
          3. มีความคงตัวในการเกิดผลึกเบต้าไพรม์ (ß1)
          4. ราคาถูก หาได้ง่าย และมีการผลิตเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี
          5. มีคุณค่าทางโภชนาการ
          จากสมบัติเหล่านี้จึงได้รับการยอมรับจากภาคอุตสาหกรรมในการนำไปใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมายแบ่งการนำไปใช้ออกเป็น 2 แบบ คือ


อุตสาหกรรมอาหาร (food use)
          น้ำมันปาล์มมีการใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์ที่เป็นอาหารมากกว่า 5,000 ปี การใช้ประโยชน์จากน้ำมันปาล์ม น้ำมันเมล็ดในปาล์ม และผลิตภัณฑ์ที่มีการดัดแปร แบ่งออกเป็น 7 ประเภท ดังนี้
1. เนยขาว (Shortening) เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเฉพาะไขมันและหรือน้ำมันเท่านั้น โดยมีปริมาณไขมันและหรือน้ำมัน 100 เปอร์เซ็นต์ เนยขาวบางชนิดอาจมีน้ำไม่เกิน 0.2 เปอร์เซ็นต์ แบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ Plstic shortening, Superglycerinated shortening และ Pumpable shortening



2. มาการีน (Margarines) หรือ เนยเทียม เป็นผลิตภัณฑ์ไขมันชนิดหนึ่งที่มีปริมาณไขมันไม่น้อยกว่า 80% ในอดีตการทำมาการีนใช้ไขมันสัตว์เป็นวัตถุดิบ แต่ในปัจจุบันนิยมใช้น้ำมันพืชแทนไขมันสัตว์ โดยใช้น้ำมันผสมกับไขมัน และเติมน้ำหรือส่วนที่เป็น aqueous phase ซึ่งอาจเป็นน้ำนมที่ปราศจากไขมัน หรือนมผงละลายน้ำ และมีการเติมน้ำเกลือ เพื่อช่วยยังยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์และเพิ่มรสชาติ และมีการเติมวิตามินเอ วิตามินดี สี สารที่ให้กลิ่นรส และอิมัลซิไฟเออร์  


        ไขมันและน้ำมันที่นำมาใช้ผลิตมาการีน ต้องมีส่วนผสมระหว่างของแข็งและของเหลว และมีปริมาณไขมันแข็งในสัดส่วนที่ต้องการจึงต้องใช้น้ำมันพืชที่ผ่านการเติมไฮโดรเจนให้มีส่วนของไขมันแข็ง ซึ่งน้ำมันปาล์มและปาล์มสเตียรินมีปริมาณไขมันแข็งตามธรรมชาติอยู่แล้ว จึงสามารถใช้เป็นวัตถุดิบได้โดยตรง หรืออาจมีการเติมไฮโดรเจนเล็กน้อย เพื่อช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการได้รับกรดไขมันแบบทรานส์ (trans fatty acid) น้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันปาล์มผสมกับน้ำมันถั่วเหลือง หรือน้ำมันปาล์มโอเลอินผสมกับปาล์มสเตียริน ผสมกับน้ำมันพืชที่เป็นของเหลวอื่น ๆ แล้วนำไปอินเทอร์เอสเทอริฟิเคชั่น จะได้ผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่เมื่ือนำไปทำมาการีนจะได้มาการีนที่มีความนุ่ม มีลักษณะปรากฎ และความสามารถในการทาที่ดี โดยทั่วไปมีการเติมเบต้าแคโรทีน (ß-Corotene) เพื่อให้สีแก่มาการีน แต่เนื่องจากน้ำมันปาล์มมีสารคาโรทีนอยด์ในปริมาณมาก จึงสามารถใช้เป็นสารให้สีแก่มาการีนได้


        การทำมาการีนคล้ายกับการทำเนยขาว ที่มีการเตรียมอิมัลชั่นคือ หลอมไขมันและน้ำมัน และเติมอิมัลซิไฟเออร์ และสีในน้ำมัน และค่อย ๆ เติมน้ำ หรือนมที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วอย่างช้า ๆ ลงในน้ำมันจากนั้น นำไปทำให้เย็นลง จะทำให้เกิดการตกผลึก แล้วจึงนำไปนวด ซึ่งจะเกิดปริมาณผลึกเพิ่มขึ้น การนวดควรมีการพักตัวเพื่อให้แข็งตัวก่อนบรรจุ


มาการีนมีหลายชนิดขึ้นอยู่กับส่วนประกอบ สามารถแบ่งหลัก ๆ ได้ดังนี้   
          2.1 Table margarine มี 2 แบบคือ packet margarine ซึ่งเป็นมาการีนสูตรที่ผลิตเพื่อให้มีความสามารถในการทาที่อุณหภูมิปกติ (30 องศาเซลเซียส) เหมาะสำหรับการใช้ในประเทศแถบร้อน และมาการีนอีกแบบคือ tub margarine เป็นมาการีนที่ผลิตขึ้นมา โดยมีปริมาณไขมันแข็งน้อยกว่า จึงมีความนิ่มมากกว่า packet margarine และสามารถทาได้ที่อุณหภุมิ
5-10 องศาเซลเซียสหรือเมื่อนำออกมาจากตู้เย็น มาการีนชนิดนี้ไม่หลอมที่อุณหภูมิปกติแต่หลอมได้ในปาก
          2.2 Industrial/Bakery/All-purpose margarine การทำขนมเค้กคุณภาพสูง นิยมใช้มาการีนแทนเนยขาว 100 เปอร์เซ็นต์ มาการีนชนิดนี้มีปริมาณไขมันแข็งมากกว่า table margarine และต้องผ่านการทดสอบการเป็นครีมและการอบ นอกจากนี้นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ต้องการสมบัติทางกายภาพที่เหมาะสมและมีช่วง plastic range กว้าง ซึ่งช่วงดังกล่าวบ่งบอกถึงช่วงอุณหภูมิที่ผลิตภัณฑ์นั้นมีสภาพเป็นพลาสติกกึ่งแข็ง กึ่งเหลวไม่แข็งจนเปราะหรืออ่อนตัวจนเละ เช่น backer margarine ที่ใช้แทนเนยหรือเนยขาวในการให้กลิ่น
          2.3 puff pastry margarine พัฟพาสทรี้หรือแป้งพาย มีลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ อยู่เป็นชั้น ๆ แยกกันโดยมีมาการีนแผ่นบางปรับให้ชั้นนั้นมีความเนียน มาการีันที่ใช้จะมีความเหนียว ให้เนื้อสัมผัสเป็นแผ่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ มีลักษณะเป็นพลาสติกสูง และมีจุดหลอมเหลวสูง 40-44 องศาเซลเซียส ซึ่งในการอบพาสทรี้ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น น้ำจากพาสทรี้จะระเหยออกมา แต่ถูกกักไว้ด้วยไขมัน ทำให้เกิดเป็นชั้น ๆ ของพาสทรี้ ซึ่งจะให้ความกรอบของเนื้อสัมผัส
          น้ำมันปาล์มและน้ำมันเมล็ดในปาล์ม จัดเป็นน้ำมันที่เหมาะสมในการทำมาการีนหลายชนิด เนื่องจากมีปริมาณไขมันแข็งตามต้องการ โดยอาจไม่ต้องเติมไฮโดรเจน หรือเติมเพียงเล็กน้อย มีผลึกเบต้าที่จำเป็นต่อโครงสร้างของมาการีน ทำให้มาการีนมีความเนียนเรียบ     


3.ไขมันและน้ำมันทอด ในการทอด ไขมันและน้ำมันทำหน้าที่เป็นตัวนำความร้อนและสัมผัสกับอาหารโดยตรง และจะมีปฏิกิริยาทางเคมีเกิดขึ้นระหว่างน้ำมันกับสารอาหารโปรตีน หรือคาร์โบไฮเดรต ทำให้เกิดกลิ่นรสของอาหารทอดน้ำมันและไขมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพโดยสร้างปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส ออกซิเดชั่นและโพลิเมอไรเซชั่น ซึ่งทำให้สมบัติทางเคมีและกายภาพเปลี่ยนแปลงไป เช่น มีควัน ขันหนืด และมีฟอง 


        การเลือกน้ำมันและไขมันที่ใช้ในการทอดควรคำนึงถึงความคงตัวเมื่อต้องใช้อุณหภูมิสูงเป็นเวลานานมีความต้านทานต่อการเกิดออกซิเดชั่น และไม่ควรมีกลิ่นที่ไม่ดี เช่นการทอดที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ถ้าหากใช้น้ำมันที่มีปริมาณของกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงเช่นน้ำมันถั่วเหลืองจะทำให้เกิดออกซิเดชั่นและโพลิเมอไรเซชั่นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นใช้น้ำมันปาล์มในการทอดอาหาร เนื่องจากน้ำมันปาล์มมีความคงตัวที่อุณหภูมิสูง มีกรดลิโนเลอิก


        ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวในปริมาณน้อย ทำให้เกิดกลิ่นน้อยมากและมีสารกันหืนธรรมชาติคือวิตามินอีสูงจึงเหมาะสมต่อการนำมาใช้ในการทอดโดยใช้น้ำมันมาก (deep frying) และสามารถช่วยยืดอายุของอาหารทอด ทำให้ไม่เกิดโพลิเมอร์และฟองรวมทั้งน้ำมันปาล์มไม่มีกลิ่นที่ไม่ดีที่อุณหภูมิห้องมีาจุดเกิดควันสูง สามารถ ใช้ซ้ำครั้งได้มากกว่าน้ำมันชนิดอื่น นอกจากนี้ในการผลิตของขบเคี้ยว อาหารว่าง (snack) และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีการนิยมใช้น้ำมันปาล์มที่ผ่านการเติมไฮโดรเจนเพิ่มขึ้น เนื่องจากคุณสมบัติเหมาะสม
        ในการทอดและราคาถูกเมื่อเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่น นอกจากน้ำมันทอดแล้ว มาเลเซีย ได้มีการผลิต red palm oil สำหรับใช้ในการปรุงอาหาร ที่มีการใช้อุณหภูมิไม่สูงมาก ซึ่ง red palm oil ดังกล่าวมีสารอาหารที่มีคุณค่าสูงประกอบอยู่


          วิตามินเอ และวิตามินอ เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ และช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันโดยยับยั้งการรวมตัวระห่างออกซิเจน กับคอเลสเทอรอลชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDL-Cholesterol) ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่พึงประสงค์ และช่วยเพิ่มปริมาณคอเลสเทอรอลชนิดความหนาแน่นสูง (HDL-Cholesterol) ซึ่งเป็นไขมันดี มีประโยชน์ให้สูงขึ้น
          Coenzyme Q10 เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายช่วยป้ิองกันการเกิดโรคหัวใจและมะเร็งและช่วยลดระดับของความดันโลหิตไม่ให้สูงเกินไป ที่สำคัญ คือ เป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยชะลอความแก่ หรือการเหี่ยวย่นของผิวหนัง (Anti Aging) โดยช่วยป้ิองกันการรวมตัวระหว่างออกซิเจนกับสารจำพวกไลปิด หรือไขมันของผนังเซลล์ ทำให้ไม่มีการสร้างอนุมูลอิสระ และไม่มีการทำลายเซลล์ผิวหนัง



4. Confectionary Fats ผลิตภัณฑ์ชอคโกแลตมีกลิ่นจากการอบเมล็ดโกโก้ และมีลักษณะเนื้อสัมผัสที่ได้จากไขมัน คุณสมบัติที่ดีควรหลอมในปากได้อย่างรวดเร็ว และไม่รู้สึกเป็นไขในปาก ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ปรากฎ ในกลีเซอร์ไรด์ที่ได้จากการฟอร์มตัวมากกว่า 75% ของโกโก้บัตเตอร์ ดังนั้นจึงได้มีกาีรหาไขมันที่มีลักษณะคล้ายกับโกโก้บัตเตอร์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด


 4.1 Cocoa butter equivalent fats เป็นไขมันที่สามารถผสมกับโกโก้บัตเตอร์ได้หลายสัดส่วนโดยมีองค์ประกอบหลักคือ mid-fractionของน้ำมันปาล์มที่ได้จากการแยกส่วนครั้งที่ 2 ซึ่งมีกลีเซอไรด์ไขมันไม่อิ่มตัวพันธะคู่ 1 ตำแหน่ง 2 ชนิด ที่ต้องการ


4.2 Cocao butter extenders หรือ replacers เป็นไขมันที่สามารถผสมโกโก้บัตเตอร์ได้ แต่มีข้อกำจัดว่าจะต้องไม่อ่อนนิ่ม และมีผลทำให้สูญเสียลักษณะปรากฎที่ดีในระหว่างการเก็บรักษา ดังนั้นจึงมีการผลิตภัณฑ์จากปาล์มโอเลอีนที่ได้จากการแยกส่วนครั้งที่ 2 แล้วเติมไฮโดรเจนบางส่วนลงไป ซึ่งทำให้มี สัดส่วนของกรดปาล์มมิติกและกรดสเตียริกคล้ายกับโกโก้บัตเตอร์ และผสมกับโกโก้บัตเตอร์ได้บางส่วน (10-15 เปอร์เซ็นต์) และมีช่วงจุดหลอมเหลวแคบ ใช้เป็นสารเคลือบชอคโกแลต และไอศกรีมแท่ง



 5. ครีมเทียม (Coffee whitener) ครีมเทียมนิยมใช้แทนทรีม นมผง หรือนมสด ในกาแฟ ชา โกโก้ หรือ ชอคโกแลตพร้อมดื่ม ครีมเทียมที่ใช้อยู่มี 3 รูปคือ ผง ของเหลว และของแช่แข็ง ไขมันที่นิมใช้ในการผลิตครีมเทียมมีหลายชนิด โดยจะต้องเลือกไขมันมันที่ละลายได้อย่างรวดเร็วในกาแฟโดยไม่ลอยขึ้นมา มีรสชาติถูกปาก และต้านทานต่อการเกิดออกซิ้เชั่น ถ้าสัดส่วนของไขมันสูงและเป็นของแข็งที่อุณหภูมิร่างกาย จะได้้ครีมเทียมที่รู้สึกเป็นไขในปาก ดังนั้นไขมันดังกล่าวจะต้องมีจุดหลอมเหลว 35 - 37 องศาเซลเซียส และมีไขมันแข็งในปริมาณสูงที่อุณหภูมิ ในการเก็บรักษา การทำครีมเทียมจากน้ำมันเมล็ดในปาล์มที่ผ่านการเติมไฮโดรเจน พบว่า ครีมเทียมผงที่ได้มีลักษณะถูกปาก และคงตัวต่อการออกซิเดนชั่น ทำได้โดยการผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันจนมีลักษณะเป็นอิมัลชั่น และนำเข้าเครื่อง spray dry จะได้ครีมเทียมผงที่่มี slip point 20-40 องศาเซลเซียส



6. วานาสปาติ เป็นไขมันพืชที่ผ่านการเติมไฮโดรเจน จากนั้นทำให้เย็น และบรรจุกระป๋อง ใช้เป็นไขมันเนยสำหรับการปรุงอาหาร นิยมบริโภคมากในประเทศอินเดีย และปากีสถาน รวมถึงประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก เช่น ประเทศยูโกสลาเวีย ตุรกี โมรอคโค


7. วิตามินอี ในปาล์มน้ำมันจะพบวิตามิจอีในรูปของ tocols (tocopherol และ tocotrienol) และพบทั้งในส่วนของผลและใบ โดยพบว่าน้ำมันปาล์มดิบ palm fatty acid distillate และใบย่อยมีปริมาณ tocols 0.08, 0.4 และ 0.5 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก วิตามินอีเป็นสารที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้สามารถช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ ได้ เช่น  โรคมะเร็ง โรคเส้นเลือดอุดตัน ดังนั้นประเทศมาเลเซีย จึงได้ผลิต วิตามินอี ออกมาจำหน่ายทั้งในรูปผง ของเหลว เม็ด หรือแคปซุล เพื่อเป็นอาหารเสริมสุขภาพ


8.  อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ในสวนปาล์มน้ำมันและอุตสาหกรรมการสกัด และการทำบริสุทธิน้ำมันปาล์ม มีผลผลิตและผลพลอยได้จากปาล์มน้ำมัน ี่สามารถนำไปเลี้ยวงสัตว์แบ่งออกเป็น 4 ชนิด      
                     8.1 ใบปาล์มน้ำมัน ในสวนปาล์มน้ำมันเมื่อมีการแต่งทางใบเราสามารถสับย่อยทางใบและนำไปเลี้ยงสัตว์จำพวกวัว ควาย และม้าได้ โดยทางใบเป็นแหล่งของเส้นใย และ
วิตามินอีที่สำคัญ
                     8.2 น้ำมันปาล์มดิบ การผสมน้ำมันปาล์มดิบในอาหารสัตว์ สัตว์ปีก และสุกร จะให้พลังงาน วิตามินเอ และอี ที่ช่วยให้สัตว์มีสุขภาพที่ดีขึ้น และช่วยยืดอายุการเก็บรักษาอาหารสัตว์
                     8.3 เมล็ดในปาล์มน้ำมัน การผลิตน้ำมันเมล็ดในปาล์ม จะได้ palm kernel pellets (ไขมัน 3 เปอร์เซ็นต์) และ palm kernel cake (ไขมัน 6-15 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งนำไป
ผสมในอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงพวก วัว และควายได้
                     8.4 PFAD และ PKFAD (palm และ palm kernel fatty acid distillates) จากโรงงานกลั่นน้ำมันปาล์ม เป็นแหล่งพลังงานที่ดีสำหรับสัตว์เคี้ยวเอื้อง และสัตว์ปีก และผลิตภัณฑ์ calcium soap จาก PFAD และ PKFAD ดังกล่าวสามารถนำไปเลี้ยงวัวนมได้


9. อุตสาหกรรมอาหารอื่น ๆ มีการนำน้ำมันปาล์ม และน้ำมันเมล็ดในปาล์มไปผสมกับส่วนประกอบอื่น ๆ ในสัดส่วนต่าง ๆ กัน เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด เช่น การทำเนยถั่ว มีการผสมปาล์มสเตียรินปริมาณ 2% ในส่วนผสมเพื่อใช้เป็น stabilizer สำหรับป้องกันการแยกตัวของน้ำมันในระหว่างการเก็บรักษา การทำครีม ชอคโกแลต การทำ non dairy cream ที่ใช้ในเบเกอรี่เพื่อผลิตไส้ขนม การทำขนมปัง ไอศครีม บิสกิต พาย ลูกกวาด พุดดิ้ง คุกกี้ และข้าวโพดคั่ว


   


1. การใช้ประโยชน์โดยตรง
    (1) การใช้แทนน้ำมันดีเซล สามารถใช้ได้ในเครื่องยนต์ที่ผ่านการดัดแปลงสภาพให้มีความเหมาะสมกับน้ำมันปาล์ม และจากการทดสอบพบว่าไอเสียจากเครื่องยนต์ มีความสะอาดกว่าเครื่องยนค์ที่ใช้น้ำมันดีเซลและที่สำคัญคือ ไม่มีซัลเฟอร์ หรือ ไนโตรเจนออกไซด์ในไอเสีย มีราคาถูกและมีจุดวาบไฟสูง (230 องศาเซลเซียส) กว่าน้ำมันดีเซล (52 องศาเซลเซียส) จึงปลอดภัยต่อการขนส่ง  
    (2) Drilling Mud เป็นการนำน้ำมันปาล์มไปใช้เป็นโคลนสำหรับเครื่องขุดเจาะ ซึ่งน้ำมันปาล์มมีคุณสมบัติที่ดีคือมีความคงตัวของการเป็นอิมัลชั่นสูงกว่าน้ำมันดีเซลและควบคุมการสูญเสียของเหลวได้ดี
    (3) สบู่ เป็นผลิตภัณฑ์เกลือโซเดียมของกรดไขมัน ได้จากการทำปฏิกิริยา saponification ระหว่างไขมันน้ำมันและโซเดียมไฮดรอกไซด์ (โซดาไฟ) ที่อุณหภูมิ 80-100 องศาเซลเซียส องค์ประกอบกรดไขมันที่สำคัญในสบู่ประกอบด้วย กรดปาล์มมิติก กรดสเตียริก กรดลอริค และกรดไมริสติก ซึ่งมีคุณสมบัติที่สำคัญคือ มีความสามารถในการทำความสะอาดและละลายน้ำได้ มีคุณสมบัติการเป็นฟองตามที่ต้องการในสมัยก่อนนิยมใช้ไขวัวและน้ำมันมะพร้าวผลิตสบู่ เนื่องจากมีองค์ประกอบของกรดไขมันดังกล่าว แต่ในปัจจุบันได้มีการนำน้ำมันปาล์ม น้ำมันเมล็ดในปาล์ม และน้ำมันเมล็ดในปาล์มโอเลอีน มาใช้ในการผลิตสบู่แทน เนื่องจากมีองค์ประกอบกรดไขมันคล้ายไขวัวและน้ำมันมะพร้าว และได้สบู่ที่มีฟอง สี และกลิ่นหอมดีกว่าสบู่ที่ผลิตจากไขวัว


   (4) Epoxidized Palm Oil and Products (EPO/EPOP) EPOP ได้จากการทำปฏิกิริยาระหว่างน้ำมันปาล์ม ปาล์มสเตียริน หรือน้ำมันปาล์มโอเลอีนที่มีพันธะคู่ด้วย peroxyacetic acid และ/หรือ peroxyformic acid นิยมใช้เป็น plasticizer/stabilizer หรือใช้ผสมในการผลิต polyvinyl chloride(PVC) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติก และสามารถนำ EPOP ดังกล่าวไปดัดแปรได้ผลิตภัณฑ์ 3 ประเภทคือ
                - Polyol เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการทำปฏิกิริยาระหว่าง EPOP กับ short chain poly hydric alcohols และสารเร่งปฏิกิริยา ซึ่งการใช้อัตรส่วนของ EPOP และชนิดของ polyhydric alcohol ที่ต่างกันจะได้ polyol ที่มีค่า hydrosy1 และความหนืดแตกต่างกันไปด้วย
                - Polyurethanes ได้จากการทำปฏิกิริยาระหว่าง polyols และ isocyanates สามารถนำไปใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้เช่น โฟมยูรีเทน
                - Polyacrylate resins ได้้จากการทำปฏิกิริยาระหว่าง EPOP และกรด acrylic ใช้ในการฉาบผิวของแข็ง และถ้าหากบ่มภายใต้แสงอุลตร้าไวโอเลตจะได้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเคลือบได้ และหากมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณและชนิดของ crosslinkers และความเข้มของแสงอุลตร้าไวโอเลตในการผลิตจะได้ผลิตภัณฑ์ที่ีมีความแข็งและความเหนียวเพิ่มมากขึ้น

การใช้ประโยชน์โดยผ่านทางอุตสาหกรรมออริโอเคมิคอล
        ผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมออริโอเคมิคอล ได้จากการทำปฏิกิริยา hydrolysis หรืิอ alcoholysis กับน้ำมันหรือไขมัน โดย
                - Hydrolysis เป็นการทำปฏิกิริยาระหว่างไตรกลีเซอไรด์และน้ำ ซึ่งจะได้กรดไขมัน และกลีเซอรอล
                - Alcoholysis เป็นการทำปฏิกิริยาระหว่างไตรกลีเซอไรด์และอัลกอฮอล์ ซึ่งจะได้เอสเทอร์ ของกรดไขมัน และกลีเซอรอล
                 ซึ่งกรดไขมัน (fatty acid) หรือเอสเทอร์ของกรดไขมัน (fatty acid ester) ใช้เป็นสารตั้งต้น ในการผลิต fatty alcohol และ fatty nitrogen compounds ได้ เพื่อที่จะใช้ผลิตอนุพันธุ์สารดังกล่าได้อีกต่อไป
                ในประเทศแถบเอเซียแปซิฟิค มีผู้ผลิตสารจากออริโอเคมิคอลหลายประเทศด้วยกัน โดยมีวัตถุดิบ คือ ปาล์มน้ำมัน และมะพร้าว


การใช้ประโยชน์โดยผ่านทางอุตสาหกรรมออริโอเคมิคอล แบ่งเป็น
        1. กรดไขมัน (Fatty acid) วิธีการผลิตกรดไขมันที่นิยมโดยทั่วไป ประยุกต์จากอุตสาหกรรมออริโอเคมิคอล โดยใช้อุณหภูมิ และความดันสูงในการแตกตัวไขมันและน้ำมัน และหากต้องการแยกเฉพาะกรดไขมันที่ต้องการ หรือต้องการกรดไขมันที่มีความบริสุทธิ์สูง ต้องผ่านวิธีการแยกส่วนและกลั่นลำดับส่วน (fractional distillation) จึงสามารถนำกรดเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น กรดลอริคใช้ทำเป็นเรซิน ในอุตสาหกรรมสี กรดปาล์มมิติกใช้เลี้ยงเชื้อราเพื่อสกัดเป็นยาปฏิชีวนะ หรือผสมกรดสเตียริคเพื่อทำเทียนไข กรดโอเลอิกใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ 
        กรดสเรียริคใช้ในการผลิตเครื่องสำอาง สบู่เด็ก และกรดลิโนเลอิค ใช้เป็นยาฉีดสำหรับลดไขมันในเส้นเลือด นอกจากนี้ได้มีการผลิตอนุพันธ์ของกรดไขมันให้มีคุณสมบัติเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการผลิตได้ แบ่งออกเป็น 6 ชนิด ได้แก่
                1.1 Medium Chain Triglycerides (MCT) ผลิตโดยนำกรดไขมันที่มีความยาวโซ่ปานกลาง เช่น C6 - C10 ในน้ำมันเมล็ดในปาล์ม มาสังเคราะห์ใหม่อีกครั้ง จะได้ MCT ซึ่งมีความสำคัญมากในวงการอุตสาหกรรม เนื่องจากสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น อุตสาหกรรมแป้ง เครื่องหอม การเคลือบขนม การอบขนมปัง และใช้ผลิตสารหล่อลื่นในเครื่องยนต์
                1.2 กรดไขมันในกระบวนการผลิตยาง ใช้ผสมในผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับยาง ซึ่งมีคุณสมบัติทำให้ผลิตภัณฑ์ยางมีความอ่อนนุ่มและยืดหยุ่น และใช้เป็นสารหล่อลื่นภายนอก


                1.3 กรดไขมันสำหรับผลิตเทียนไข ในอดีต เทียนไขทำมาจากไขผึ้งและไขมัน แต่การเผาไขมันทำให้เกิดกลิ่นฉุนและมีควัน จึงพัฒนามาใช้ไขมันปาล์มน้ำมันในการผลิตเทียนไข โดยใช้กรดปาล์มมิติก และกรดสเตียริกในอัตราส่วน 7:2 ซึ่งจะทำให้เทียนไขหลุดจากพิมพ์ได้ง่าย มีอายุการติดไฟที่นาน มีควัน และน้ำตาเทียนน้อย



               1.4 กรดไขมันสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง การผลิตเครื่องสำอาง กรดไขมันที่ใช้ต้องเป็นกรดไขมันที่มีคุณภาพดี มีความบริสุทธิ์สูง ส่วนใหญ่นิยมใช้กรดไมริสติก กรดปาล์มมิติก และกรดสเตียริก ซึ่งมีคุณสมบัติในการปรับสภาพผิวให้ดูดีขึ้นและบำรุงความชุ่มชื้นให้แก่ผิวพรรณ



               1.5 กรดไขมันสำหรับผลิตสบู่ การผลิตสบู่คุณภาพดี เช่น white soap ต้องใช้กรดไขมันที่ผ่านการ ฟอกสีและมีความบริสุทธิ์สูง โดยต้องผ่านการกลั่นลำดับส่วน เพื่อให้ได้กรดไขมันที่มีค่า SCV ต่ำกว่า 3R จึงสามารถใช้ผลิต white soap ได้ และในปัจจุบันมีการใช้กรดสเตียริกในการผลิตสบู่ที่มีความใส และโปร่งแสง ซึ่งนิยมใช้มากในแถบอเมริกาใต้



              1.6 กรดไขมันสำหรับผลิต metal soaps เป็นสบู่ที่ไม่มีส่วนผสมของโซเดียมหรือโปตัสเซียมใช้มากในการผลิตสารหล่อลื่น จาระบี สี น้ำมันทาไม้ หรือพลาสติก และในปัจจุบันนิยมใช้ผสมในอาหารสัตว์ เนื่องจากเป็นแหล่งที่ให้พลังงานสูง


 


ที่มา : ศูนย์วิจัยปาล์มสุราษกร์ธานี


   วันที่ประกาศ : 12 มิ.ย. 2555

Thailand Best viewed with 800 by 600 pixels screen resolution on an Internet Explorer 5.0 up
พัฒนาระบบโดยฝ่ายประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ : ศูนย์คอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์     ผู้พัฒนาระบบ